[SF] Lucky For You (HoSoo / Jaechun)

posted on 18 May 2008 19:49 by zaniie
Title: Lucky For You
Author: zzazzzazz
Couple: Yunho x Junsoo / Jaejoong x Yuchun
Rating: PG-13
Genre: A/U
Status: 1, 2, 3, 4






Lucky For You
; First Part












“เหนื่อยไหมครับน้องสาว? มาวิ่งเล่นในหัวใจพี่แบบนี้”

เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแซวสาวน้อยร่างเพรียวบาง ทำเอาเจ้าตัวที่กำลังเดินผ่านต้องก้มหน้าซ่อนความเขินอายเอาไว้ ตามด้วยเสียงโห่ร้องของเพื่อนร่วมก๊วนที่นั่งอยู่ด้วยกัน ยุนโฮมองผลงานที่กำลังเดินจากไปด้วยรอยยิ้มจุดลึกบนมุมปาก เจ้าของดวงหน้าคมคายหันมายิ้มให้ผองเพื่อนพลางยักคิ้วหลิ่วตาน่าหมั่นใส้

“เหี้ยแม่ง... มึงแม่งเสี่ยวว่ะยุนโฮ”

เสียงโทนต่ำติดหวานกล่าวเหน็บแนมเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่แต้มด้วยรอยเหยียดยิ้มจนคนมองอยากประเคนถีบให้สักเปรี้ยงด้วยวาจาเผ็ดร้อน ยุนโฮผินหน้ากลัมมามองเจ้าของเสียงที่มีใบหน้าหล่อเหลาติดหวานพอๆกับเส้นเสียงระรื่นหู แต่มันช่างกวนอารมณ์นักสำหรับเขา

“อะไรของมึงคิมแจ?... ทะเลาะเมียมาลงกับเพื่อน ใช้ไม่ได้ว่ะ”

เอ่ยพลางส่ายหน้าชวนให้อีกคนต้องยกเท้าขึ้นมาหมายจะถีบเข้าที่สีข้างของร่างสูงที่นั่งติดกัน ยุนโฮลุกพรวดพร้อมกระโดดข้ามโต๊ะหินอ่อนไปนั่งอีกฝั่งข้างๆร่างสูงโปร่งเพื่อหลบภัย เจ้าของดวงหน้าหวานแต่หล่อลึกที่สาวๆในมหาลัยต่างคลั่งไคล้ทำให้เจ้าตัวนั้นครองตำแหน่งเดือนแห่งคณะเศรษฐศาสตร์ได้ไม่ยากกำลังตีหน้ายุ่ง เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันพลางจิ๊ปากบ่งบอกอารมณ์ได้เป็นอย่างดี สายตาอาฆาตยังคงส่งผ่านกระจกตาทอดยังร่างสูงที่นั่งอมยิ้มกวนประสาทอยู่อีกฝั่งเยื้องกัน

“พอน่ายุนโฮ... เดี๋ยวแม่งคลุ้มคลั่งจับมึงเชือดซะก่อน”

“กลัวตายห่า... เออชางมิน เอามาลอกดิ๊”

กล่าวพลางยื้อสมุดแลคเชอร์จากร่างสูงโปร่งมาไว้ในมือ แล้วตั้งหน้าตั้งตาปั่นยิกโดยไม่สนใจใครอีกคนที่กำลังทำสงครามเย็นด้วยเลยสักนิด จนอีกฝ่ายต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย จะว่าไปไอ้ที่มันพูดก็ไม่ผิด แต่มันดันไปสะกิดต่อมน้ำโหให้ไฟลุกโชนขึ้นมาน่ะสิ นึกหน้าใครอีกคนแล้วมันก็อดเคืองขึ้นมาไม่ได้ หาเรื่องงอนกันได้ทั้งวี่วัน ไม่ง้อก็ว่า ง้อก็โดนด่า

โว้ยยยย... ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วววว...

“มินนี่... กูเบื่อโคตรๆ”

“ใครสั่งใครสอนให้เรียกกูแบบนี้ไอ้สัด ไม่เคยตาย?”

“ไม่เคย”

“อยาก?”

“กลัวและครับสัด... แต่กูเบื่อยูชอนจริงๆนะ” เสียงอ่อยในประโยคถัดมา ใบหน้าหล่อเหลาฟุบลงบนแขนก่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เสียจนคนมองกลัวว่ามันจะอายุสั้นลงอีกหลายวินาที

“กูบอกแล้วว่าอย่ามีแฟน”

เอ่ยทั้งๆที่สายตายังคงจดจ้องตัวหนังสือบนสมุดโน๊ต ใบหน้าหล่อที่ซุกกับแขนเงยมองเจ้าของเสียงอย่างหมั่นใส้ ไอ้พ่อคุณพวงมาลัยลอยชายมันนึกจะพูดก็พูดได้ คนอย่างมันเคยคบใครเกินอาทิตย์ซะที่ไหน ถ้าเกินนี่สงสัยต้องพาไปออกทีวีแชมป์เปี้ยนให้รู้แล้วรู้รอด ว่ากันตามตรงเมื่อก่อนคิมแจจุงคนนี้ก็เคยน้อยหน้ากันเสียเมื่อไหร่ แต่กลับต้องมาสิ้นลายเพราะเจ้าของใบหน้าหวานที่ประดับด้วยดวงตาเรียวแพขนตางอนงามจมูกโด่งนิดเรียวปากอิ่มหน่อย คิดแล้วก็อดทอดถอนหายใจไม่ได้

“เฮ้ออออออออ..”

“เลิกถอนหายใจเสียงดังเหอะ กูรำคาญ” เสียงนุ่มติดโทนสูงเอ่ยฉับด้วยอาการหงุดหงิด จนแจจุงต้องทำหน้าเป็นหมาหงอย ร่างสูงโปร่งที่จ้องมองอดส่ายหัวไม่ได้ แต่ก็นะ... เรื่องในครอบครัว ไม่อยากจะยุ่ง

“มึงไม่ได้เจอแบบกูนี่หว่า”

“เออกูมันโชคดีไง”

อาการเอ่ยตอบตัดประโยคเหน็บแนมฉับทำให้ใครอีกคนต้องหัวเราะซะลั่น ยุนโฮยังคงไม่วางปากกาทั้งๆที่ตัวสั่นจากการหัวเราะอย่างหนักหน่วง จนแจจุงอดไม่ได้ที่จะตบกลางกระหม่อมดังเพี๊ยะเสียหนึ่งทีช่วยให้มันสงบสติอารมณ์

“ระวังเจอกับตัวมั่งแล้วกันนะมึงไอ้ยุนโฮ”

“ไม่เอา มีเมียแม่งยิ่งกว่ามีแม่อีก .. เห็นมึงแล้วกูประสาทจะแดกแทน”

เอ่ยพลางทำหน้าเหยเกก่อนก้มลงลอกต่อ เรียวปากหยักยังคงพร่ำบ่นลายมืออีกคนว่าอย่างกับไก่ใช้เท้าเขี่ยจนเจ้าของลายมือต้องใช้มือที่เขียนให้มันลอกเปลี่ยนมาตบกะบาลมันแทนบ้าง บุญคุณล้นเหลือไม่เคยสำนึก ทำมาบ่นกวนน้ำใสในอารมณ์ให้ขุ่นข้องได้ทุกเมื่อ

“ทีหลังไม่ต้องมาลอกแล้วนะไอ้เชี่ย”

ว่าพลางยื้อยึงฉุดรั้งสมุดแลคเชอร์ให้กลับมาอยู่กับตัว แต่รอดพ้นมือกาวของร่างสูงเสียเมื่อไหร่ ดวงตาคมส่งสายตาอ้อนวอน กระพริบตาปริบๆให้อีกคนต้องเลิกดึง ปล่อยมือด้วยความแขยง หันไปทำท่าโก่งคออ้วกจนอีกฝ่ายหน้ามุ่ย

“แค่นี้ทำเป็น... กูออกจะน่ารัก” ว่าพลางอมลมน้อยๆในกระพุ้งแก้ม จนอีกคนที่นั่งอยู่ต้องเบือนหน้าหนี

“ทุเรศว่ะ... พอเลยๆ ไม่งั้นกูอ้วกจริง”

เจ้าตัวได้ฟังก็ทำหน้ามุ่ยแต่กลับหัวเราะในลำคออย่างสะอกสะใจ ก่อนก้มลงลอกต่อให้เพื่อนอีกสองหน่อนั่งต่อความยาวสาวความยืดในประเด็นเดิมๆ


“มึงอยากเลิกไหมล่ะ? เดี๋ยวกูช่วย”

ชางมินที่ฟังอีกคนบ่นเรื่องเบื่อตามง้อเมียอยู่นานโพล่งออกมาด้วยความรำคาญใจ แม้จะรู้คำตอบมันก็เหอะ แต่อดหมั่นใส้ไม่ได้ ทั้งๆที่รู้ตั้งแต่แรกว่าเจ้าตัวเป็นคนอย่างไรก็ยังริอาจตามจีบจนสอยดาวจากฟ้ามาเชยชมจนได้ เวรกรรมของมันคนเดียวไม่พอยังจะส่งต่อมาให้เพื่อนอีก

“พ่อมึงดิ... ไม่เอาเว้ย”

“เพราะงั้นมึงช่วยทำใจยอมรับแล้วเลิกบ่นซะทีเหอะ พวกกูรำคาญ”

เจ้าของเสียงกลับไม่ใช่ชางมินที่เป็นผู้รับฟัง แต่กลายเป็นเจ้าของดวงหน้าคมที่กำลังตีหน้ายุ่ง เพราะหูก็ฟังมือก็จด จนประสาทเริ่มรวนไปจดเรื่องเบื่อง้อเมียของเพื่อนลงสมุดเข้าเสียได้ มือหนาควานหาน้ำยาลบคำผิดเป็นพัลวัน

“เอ๊ออ... ช่วยเพื่อนนิดๆหน่อยๆทำเป็นบ่น... กูบอกไว้ก่อน... ของแบบนี้ใครไม่เจอกับตัวแม่งก็ไม่รู้หร๊อก”

“งั้นกูก็เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ไม่เจอใช่ป่ะล่ะ?”

“เออ! แล้วกูจะคอยดู!!” กระแทกเสียงก่อนลุกขึ้นวิ่งหลุนๆไปหาใครอีกคนที่กำลังเดินเข้ามาหา ปล่อยให้ชายหนุ่มอีกสองคนนั่งมองหน้าแล้วหัวเราะด้วยกัน

เออแม่ง บ่นได้บ่นดี สุดท้ายก็ต้องตามไปง้อกันอยู่ดี...






-
-
-


ในช่วงเวลาบ่ายแก่ๆจากดวงอาทิตย์ที่เคยสาดส่องแสงแดดร้อนแรงจนตับแทบไหม้นั้นจางลงโดยมีปุยเมฆช่วงบดบังรังสีร้อนระอุอีกแรง ลมเย็นโบกพริ้วจนสามเกลอคนดังที่สาวๆค่อนมหาลัยต่างคลั่งไคล้นั่งหาววอดเสียปากกว้างตามๆกัน ไม่เว้นแม้แต่คนที่ดูเอาอ่าวสุขุมนุ่มลึกที่สุดอย่างชิมชางมินยังต้องฟุบลงบนแขน หลุบเปลือกตาเพื่อพักผ่อน ก็แค่พักสายตาเท่านั้นแหละ

เงยหน้ามองไปยังเพื่อนรักอีกสองคนที่นั่งอยู่คนละฝั่งโต๊ะ ใบหน้าคมคายที่ตะแคงอยู่บนหนังสือเล่มหนาโดยปากหยักเผยอออกจากกันเหมือนคนหลับลึก ทำให้ชางมินต้องนึกแขยงหากมีของเหลวไม่พึงประสงค์หยดย้อยใส่หนังสือ เขาจะไม่ว่าอะไรสักนิดถ้าเป็นหนังสือของเจ้าตัว หากที่มันนอนหนุนอยู่นั่นเป็นหนังสือของเขาน่ะสิ นึกได้ก็กระชากออกจนหัวของใครอีกคนกระแทกกับโต๊ะดังโป๊ก

“ทำเหี้ยไรเนี่ย? เจ็บนะเว้ย เจ็บๆๆ”

โอดครวญพลางลูบตรงที่โขกกับโต๊ะเมื่อครู่ป้อยๆ จากที่ง่วงจนจะเข้าเฝ้าพระอินทร์ได้อยู่แล้วกลับต้องโดนมารผจญกระชากออกนอกเส้นทางไปสู่สวรรค์เสียได้ เปลือกตาที่เคยหลุบปรือตอนนี้สว่างแจ๋ว อาการง่วงหงาวหาวนอนหายเป็นปลิดทิ้งด้วยการโดนโต๊ะหินอ่อนกระแทกจนกระเจิง

หากไอ้ต้นเหตุที่ทำให้เขาฟื้นคืนชีพด้วยความมึนงงมันเก็บหนังสือเล่มนั้นเข้ากระเป๋าและโน้มตัวลงฟุบกับแขน เข้าเฝ้าพระอินทร์แทนกันซะเรียบร้อย ยุนโฮกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย กิจกรรมช่วงบ่ายแก่ๆเช่นนี้มีแต่งีบกับเตะบอลประเทืองปัญญาเท่านั้นแหละ

หากไอ้สองตัวที่นอนอยู่มันก็ทำให้เขาอดเซ็งไม่ได้ ทิ้งกันเฉยเลยนะพวกมึงเนี่ย บอลเบิลก็ไม่มีคนเตะด้วย จะงีบก็งีบไม่ลง ยุนโฮได้แต่นั่งชมนกชมไม้หยิบหนังสือเรียนขึ้นมาเปิดไปพลาง เผื่อนั่งกวาดสายตาเจอตัวหนังสือเยอะๆมันจะช่วยทำให้ง่วงได้บ้าง

หากนานเข้าไอ้ความง่วงงุนที่หวังก็ยังไม่มาทักทาย ได้แต่กวาดสายตาไปรอบๆตัว พลางดูนาฬิกาข้อมือเรือนแพงระยับไปด้วย อีกสิบห้านาทีมีชั่วโมงเรียนของแจจุงที่เขาไม่ได้ลงด้วย แต่ก็ขี้คร้านจะปลุกให้มันตื่นมานั่งบ่นเรื่องไม่เป็นเรื่องสร้างมลภาวะทางเสียง เอาไว้ปลุกก่อนสักห้านาทีก็แล้วกัน ดวงหน้าคมคายหันรีหันขวางเพื่อหากิจกรรมแก้เบื่อ พลันต้องชะงักงันทันทีที่สายตาสะดุดเข้ากับบางสิ่ง

เจ้าของเรือนร่างบอบบางในชุดนักศึกษาธรรมดา หากออร่ารัศมีความน่ารักกระแทกที่ลูกตาของจองยุนโฮเข้าอย่างจัง ดวงหน้าหวานจัดประดับด้วยเรียวคิ้วได้รูป ดวงตาเรียวสวยฉายแววสดใสร่างเริง กลีบปากอิ่มชุ่มชื้นสีชมพูอ่อนดูสุขภาพดี แก้มอิ่มเนียนดูนุ่มนิ่มน่าสัมผัสฝาดสีระเรื่อเล็กน้อย องค์ประกอบล้วนแล้วแต่ทำให้ใครคนนั้นน่ารักสมบูรณ์แบบจนคนดังแห่งคณะเศรษฐศาสตร์ เจ้าของใบหน้าคมคายต้องตาค้าง

และด้วยความที่เป็นคาสโนวามืออาชีพ ยุนโฮจึงไม่รั้งรอที่จะลุกพรวดแล้วเดินเร็วๆเข้าหา กลีบปากหยักยกยิ้มอย่างที่เคยทำเป็นนิสัยเมื่อมีแผนจีบสาว เมื่อเข้าใกล้รัศมีจึงค่อยๆลดความเร็วลง เจ้าของดวงหน้าหวานใสที่ยังคงไม่รู้ตัวนั้นเอียงข้างเล็กน้อยเพื่อพูดคุยกับเพื่อนที่เดินมาด้วยกัน

รอยยิ้มหวานที่เจ้าตัวส่งให้เพื่อนนั้นทำให้หัวใจของคนเซล์ฟจัดอย่างจองยุนโฮแทบล้มเหลว สว่างจ้าราวกับดวงตะวันที่ทอประกายแสงสวยงาม ขายาวที่เคยก้าวตอนนี้กลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาคมกริบที่จ้องมองคนตัวบางไม่แม้แต่จะกระพริบเพียงสักครั้ง อาการหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ทำให้ต้องนึกสงสัยตัวเอง

ก็คนแบบเขาเคยประหม่าจนสั่นแบบนี้ซะที่ไหน?

ไอ้ครั้นจะถอยกรูดกลับไปนั่งสงบเสงี่ยมกับอีกสองเกลอเพื่อนยากก็คงไม่ทันเสียแล้ว ในเมื่อคนน่ารักกำลังเดินเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนหัวใจของยุนโฮแทบหลุดลอย แผนเผินที่นึกไว้ซะดิบดีกระเจิงแนบไปหมด ภาพตรงหน้าช่างพร่าเลือนยิ่งนักยามคนน่ารักปรากฎกาย

“อ๊ะ... ขอโทษ”

เสี้ยววินาทีที่ชายหนุมไม่ทันได้ตั้งสติ ไหล่บางก็กระทบเข้ากับอกแกร่งอย่างจัง หนังสือในมือร่วงหล่นก่อนใครอีกคนต้องก้มลงเก็บอย่างรีบร้อน เรียวปากอิ่มที่พร่ำคำขอโทษไม่ขาดปากนั้นฉุดสติของยุนโฮที่หลุดลอยไปไกลให้กลับมาได้ทันท่วงที ทรุดตัวลงช่วยเก็บบ้าง แอบมองหน้าคนน่ารักที่เรียวคิ้วขมวดเข้าหากัน แก้มอิ่มพองลมน้อยๆน่าหยิกจับ ในขณะที่เจ้าตัวนั้นบ่นตัวเองว่าทำไมซุ่มซ่ามเสียเหลือเกินจนไม่มองทางเดินให้ดี

มือหนาก็ช่วยเอื้อมเก็บนู่นเก็บนี่ หากดวงตาคมยังจดจ้องเก็บลายละเอียดบนดวงหน้าหวานจัดของคนตรงหน้าอย่างไม่วางตา

“เอ่อ... ขอบคุณนะ”

เส้นเสียงหวานระรื่นหูเอ่ยตะกุกตะกักเล็กน้อย แก้มอิ่มฟาดสีระเรื่อเมื่อใครอีกคนเอาแต่จ้องกันตาไม่กระพริบ มือบางแบออกเป็นเชิงขอหนังสือคืน แต่ใครอีกคนก็เอาแต่มองจนต้องหลุบสายตา

“เอ่อ... ขอบคุณ”

เอ่ยเน้นหนักในเสียงพลางแบมือขอหนังสือจากใครอีกคนเช่นเดิม อาการเน้นเสียงช่วยดึงสติใครอีกคนให้กลับมาได้บ้างไม่มากก็น้อย ยุนโฮส่งหนังสือคืนให้คนน่ารักก่อนเกาท้ายทอยแก้เก้อซ่อนอาการประหม่าที่แทบจะปิดไม่มิด คนตรงหน้าส่งยิ้มให้เล็กน้อยก่อนเดินจากไป เหลือไว้แต่รอยอุ่นๆในหัวใจของใครอีกคน








“...โฮ..”

“ยุนโฮ...”

“ยุนโฮเว้ย!”

“ไอ้ยุนโฮ!!!!”

เสียงตะโกนลั่นใส่หูทำเอาคนยืนเหม่อถึงกับสะดุ้ง ผินหน้ากลับมาเพียงเล็กน้อยก่อนหันกลับไปทอดสายตาในทิศทางเดิม ร่างโปร่งที่ยืนอยู่ข้างกันเกิดอาการงงงวย จับต้นชนปลายไม่ถูก อาการเหม่อมองของเพื่อนยากมันแปลกเสียจนต้องขมวดคิ้วเป็นปมยุ่งเหยิง

“มองอะไร? เป็นบ้าอะไรวะ? ยืนเหม่ออยู่ได้”

คนถูกถามยังคงนิ่งเงียบให้อีกฝ่ายต้องสบถพรืด แจจุงหันหน้ายังทิศที่อีกคนเหม่อมองบ้าง สอดส่องสายตาหาจุดหมายที่คิดว่าใช่ หากทิวทัศน์ที่เห็นมีเพียงทางเดินที่ล้อมกรอบสนามฟุตบอลกว้างเอาไว้ ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆนอกจากตัวเขาเองและยุนโฮเท่านั้น

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเมื่อย เมื่อคิดได้ว่ามองอีกชาติก็คงไม่มีอะไรกระจ่างจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วลากอีกคนให้กลับไปที่โต๊ะหินอ่อนข้างสนามเช่นเดิม

กดไหล่หนาให้นั่งลงกับที่พร้อมพาตัวเองไปนั่งอีกฝั่งตรงข้าม รอบตัวรายล้อมไปด้วยความเงียบสงัด แจจุงนั่งจ้องตาคนมีคดีติดตัวอยู่สักพักก็อดรนทนไม่ไหว เมื่ออีกฝ่ายนั่งเงียบเป็นเป่าสากแถมจ้องกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน

“มึงจะเล่าไม่เล่า?” เอ่ยถามเสียงเย็น งัดไม้ตายสุดท้ายด้วยอาการเงียบสนิท ปั้นหน้ายักษ์เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าถ้าไม่เอ่ยปากได้มีเรื่องแน่ๆ

“เสือก”

“เหี้ย!”

“เสือกหลับทำไมล่ะ กูขี้เกียจเล่าว่ะ... เออแล้วมึงไม่เข้าเรียนเหรอวะ?”

“ไม่ทันแล้ว ก็มึงไม่ยอมปลุกกู”

“กูลืม”

“ส้นตีน! .. เออว่าแต่มึงยืนมองอะไรอยู่ได้ตั้งนาน?”

“มองหาหัวใจ”

“ถุ้ยยย!!”

ยุนโฮหัวเราะร่าเมื่อเห็นปฎิกริยาตอบรับจากเพื่อนซี้ ตอบตามความจริงไปแล้วเสือกไม่เชื่อเอง ไม่รู้จะพูดยังไงดีให้มันเข้าใจ ในเมื่อตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน


รอยยิ้มหวานๆยังคงลอยวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด..

ดวงหน้าหวานจัดไม่แพ้รอยยิ้มติดตรึงในความทรงจำตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบเห็น..

หากในอกด้านซ้ายรู้สึกวูบโหวงอย่างที่ไม่เคยเป็น..

หรือหัวใจของเขาจะถูกขโมยไปแล้วจริงๆ?







Lucky For You
; Part 2








ภายในห้องโอ่งโถงกว้างขวางที่สามารถบรรจุนิสิตนักศึกษาได้หลายร้อยคน หน้าชั้นมีจอโอเวอร์เฮดขนาดใหญ่เพื่อฉายเนื้อหาของบทเรียนพร้อมกับหญิงสูงวัยที่คอยอธิบายถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษา เก้าอี้แถวยาวที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบนั้นถูกจับจองตั้งแต่แถวหน้าสุด จนไปถึงแถวหลังสุดที่มีผู้ใช้งานเพียงสามชีวิต

“เฮ้ย.. พวงมึงชอบไข่ต้มหรือไข่ดาวมากกว่ากัน?”

ชายหนุ่มหน้าหวานแต่แฝงไปด้วยความคมเข้มนามคิมแจจุงหนึ่งในสามเกลอเจ้าของแถวหลังสุดของห้องเอ่ยถามอย่างไร้ซึ่งเครื่องดนตรีชนิดเป่า

“แจจุง มึงช่วยหุบปากแล้วหันไปข้างหน้า หาสาระใส่สมองอันน้อยนิดของมึงซะบ้าง กูขอร้องอย่างมาก” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเอ่ยตอบพร้อมสายตาจิกกัดเหยียดมอง ทำให้ใครอีกคนต้องเบะปากแล้วหันไปถามอีกฝั่ง

“ไข่ดาวกับไข่ต้มเกี่ยวเหี้ยไรกับเศรษฐศาสตร์ที่มึงกำลังเรียนอยู่ป่ะ? กูถามหน่อย”

“ถามแบบนี้มาบีบคอกูดีกว่าชางมิน”

หันกลับไปตามเสียงพลางเอ่ยเหน็บแนม เอื้อมมือจับมืออีกฝ่ายให้อยู่ที่คอของตนเอง ร่างสูงโปร่งออกแรงบีบแถมเขย่าจนกลุ่มผมสีรัตติกาลกระจายไปมา ตามด้วยเสียงไอโขลกๆของเจ้าตัว และเสียงหัวเราะจากคนที่เกือบได้เป็นอาชญากรกับอีกคนที่ช่วยหัวเราะซ้ำเติม

“แค่กๆ... จะทำจริงก็ช่วยบอกกูก่อน กูจะได้โทรไปลาลูกเมีย”

“เมียมึงท้องได้ด้วยเหรอ?” ถามพลางทำหน้าเหรอหราให้อีกฝ่ายที่ถูกถามต้องหยิบหนังสือฟาดเปรี้ยงเข้าที่ไหล่หนา

“ลูกหมาเว้ยสัด.. ลูกหมา”

“ห๊า?!! เมียมึงท้องได้แถมออกลูกเป็นหมา?!”

ยุนโฮอุทานเสียงดังทำตาโตยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่ร่างสูงโปร่งที่นั่งถัดไปอีกฝั่งระเบิดหัวเราะลั่นพลางตบมือป้าบอย่างชอบอกชอบใจ ก่อนเบาลงเมื่อมีสายตาของนิสิตคนอื่นๆที่จ้องมาทางต้นเสียงซึ่งก็คือกลุ่มของพวกเขานั่นเอง สองคนที่ขนาบข้างตีหน้าขรึมเปิดหนังสือไปพลางกลบเกลื่อนความผิด ในขณะที่ร่างโปร่งตรงกลางเริ่มหักนิ้วเสียงดังกร๊อบแกร๊บพร้อมส่งสายตาอาฆาตให้ใครอีกคนเสียวสันหลังเล่น

“ยุนโฮ.. มึงอยากตายกี่รอบว่ามา”

“ล้อเล่นน่า...”

“ไม่ขำเว้ยสัด!”

“โอเค... กูชอบทั้งไข่ต้มและไข่ดาว” ร่างสูงเอ่ยตัดบทด้วยอาการเหงื่อแตกพลั่ก ภายในใจภาวนาให้อีกคนเบนความสนใจไปยังประเด็นที่เจ้าตัวหยิบยก

ไม่น่าไปเล่นของสูงของมันเลย... หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ...


“มึงอ่ะชางมิน”

เอ่ยถามยังร่างสูงโปร่งที่นั่งถัดจากคนที่กำลังกัดฟันกรอดๆพร้อมส่งไอควันออกทางรูหู เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อถูกดึงลงมาร่วมชะตากรรม เรียวปากบางก่นด่าร่างสูงแบบไร้เสียง

“กูก็ได้หมด” เอ่ยตอบแบบไม่เต็มใจนัก ก่อนขยับปากเจริญพรมันอีกครั้งไร้ซึ่งเสียงเล็ดลอดเช่นเดิม

“พวกมึงแม่งสำส่อน”

เจ้าของประเด็นเอ่ยเหน็บแนมอีกครั้งด้วยอาการยิ้มร่า ยุนโฮถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก พร้อมกับใครอีกคนที่ขมวดคิ้มเป็นปมเมื่อตามอารมณ์เพื่อนรักไม่ทัน เมื่อกี้ยังทำตัวเป็นน้ำเดือดปุดๆแทบลวกยุนโฮมันอยู่แล้ว แต่กลับมาอารมณ์ดีจนลืมเรื่องเมื่อครู่เป็นปลิดทิ้ง

เพราะไอ้ไข่ดาวกับไข่ต้มเนี่ยนะ?...

“ทำไมว้ะ?”

ยุนโฮบ้าจี้ถามกลับไป พยายามทำให้อีกคนลืมเรื่องขุ่นข้องหมองใจให้สนิทในขณะที่ตัวเองก็ไม่ได้สนใจไข่ดาวไข่ต้มบ้าบอนั่นสักเท่าไหร่นัก ทำให้มันลืมไปก่อนเพื่อสวัสดิภาพของตัวเขาเองจะเป็นดีที่สุด

“ก็พวกมึงได้ทั้งสองอย่างไง”

ได้คำตอบเรียวคิ้วเข้มก็ต้องขมวดเข้าหากัน พลางคิดไปว่าไอ้กินได้ทั้งไข่ดาวและไข่ต้มเนี่ย มันสำส่อนยังไง?

“ใครจะไปเหมือนมึงห๊ะแจจุง วันๆแดกแต่ไข่ดาวกับไส้กรอก”


ร่างสูงโปร่งกล่าวตัดบทดังฉับก่อนหันไปสนใจในบทเรียนต่อ ปล่อยให้แจจุงตีหน้ายุ่งคล้ายโดนด่ากระแทกกลางหน้าผากเสียเกือบหงาย ในขณะที่อีกคนเพิ่งเข้าใจแล้วกลั้นหัวเราะไว้จนตัวสั่น ขืนหัวเราะออกไปเขาได้โดนเฉ่งสองเด้งแน่ๆ


สงบเสงี่ยมเจียมตัว ดูเหมือนจะเหมาะกับยุนโฮในโอกาสนี้มากที่สุด




-
-
-





“ยุนโฮ มึงมองอะไรได้ตั้งนานวะ?”

เอ่ยถามคนข้างตัวที่เอาแต่ทอดมองไปยังทิศทางเดิมเป็นเวลานาน ขมวดคิ้วใส่เมื่อได้คำตอบเป็นอาการนิ่งเฉย จนแจจุงอดไม่ได้ที่จะหันหน้าไปมองทางเดียวกัน สอดส่องสายตาสลับกับมองหน้าอีกฝ่ายไปพลาง จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้คำตอบที่กระจ่างชัดเสียที

“ไปถามมันทำไม กูเห็นแต่มันตอบว่าหาหัวใจอยู่ได้นั่นแหละ” ร่างสูงโปร่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยตอบแทน

“เออว่ะ... ได้ข่าวว่าหามาหลายวันแล้ว กูว่าหัวใจมึงคงโดนแม่ค้าแถวนี้เอาไปทำเกาเหลาแล้วมั้ง”

“พ่อมึง... กูไม่ใช่หมู” กล่าวด้วยเส้นเสียงทุ้มต่ำ พร้อมหันมาถลึงตาใส่ร่างโปร่งที่นั่งใกล้กัน หากเจ้าตัวเอาแต่หัวเราะอย่างพอใจพร้อมกับอีกคนที่ช่วยขำซ้ำเติมอยู่ฝั่งตรงข้าม ปล่อยให้คนถูกว่าว่าเป็นหมูกลายๆนั่งทำหน้าบูดฮึดฮัดอยู่คนเดียว

“แล้วเป็นเหี้ยไรต้องมาหาแถวสนามบอลด้วยวะ?”

“เออว่ะ... เมื่อไหร่จะเจอ?”

“กูจะไม่เจอเพราะพวกมึงเนี่ยแหละ!”

โวยวายซะลั่นให้เพื่อนรักอีกสองคนต้องขมวดคิ้ว มานั่งเอาแต่มองตรงริมสนามฟุตบอลได้ตั้งหลายวัน แถมเวลาถามว่ามองอะไรก็เอาแต่ตอบว่าตามหาหัวใจ หรือมันจะเจอคนในสเปคตรงริมสนาม แต่ปกติมันก็ไม่เคยมานั่งเฝ้ามองหาแบบนี้นี่หว่า

เอ๊อะ.. นับวันยิ่งทำตัวแปลกๆ...

“จำหน้าเขาได้หรือเปล่า?”

ชางมินที่นั่งประมวลผลอยู่นานเริ่มยิงคำถามแทงใจอีกฝ่ายให้สะดุ้งเล่น จริงๆไม่รู้หรอกว่ามันเจอหรือเปล่า ก็ถามไปงั้นแหละ เผื่อมีปฎิกิริยาให้ระแคะระคายบ้าง

“เออ.. ตรึงใจชิบหาย”

“เฮ้ยจริง?!”

คนที่ดูตกอกตกใจที่สุดอย่างคิมแจจุงอุทานออกมาเสียงดังลั่น ร่างโปร่งรีบหันหน้าจ้องตาคนข้างตัว นัยน์ตาฉายแววสนอกสนใจและสงสัยอย่างปิดไม่มิด ในขณะที่ร่างสูงตบแผะเข้ากลางหน้าผากตนเองเมื่อรู้ว่าเสียท่าเพื่อนรักเข้าเสียแล้ว

เรียวปากบางจุดยิ้มอย่างพอใจเพียงน้อย หัวเราะในลำคอเป็นพิธีอย่างพออกพอใจในผลงานของตนที่ทำให้เพื่อนจอมปากหนักนั้นคายความลับออกมาได้

ยุนโฮถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อรู้ว่ายังไงก็หนีไม่พ้น ก่อนตัดสินใจเล่าเหตุการณ์อันแสนตราตรึงในความทรงจำให้อีกสองคนฟัง เพียงบางส่วนเท่านั้น มีอีกหลายๆส่วนที่ต้องเก็บไว้เพื่อรักษาภาพพจน์ ถ้าหากให้พวกมันรู้ว่าเขาตะลึงตึงตึงจนก้าวไม่ออก มีหวังได้โดนล้อยันลูกจบปริญญาตรีแน่ๆ

“แล้วทำไมไม่ถามชื่อหรือขอเบอร์ซะเลยวะ?”
ว่าแล้วว่ามันต้องถาม ร่างสูงได้แต่ทอดถอนใจ ก่อนปรายตามองร่างโปร่งเจ้าของคำถามเมื่อครู่

“ถามไม่ทัน เขาเดินเร็ว” เอาน่าเพื่อน ยังไงกูก็ไม่ได้โกหกมึงทั้งหมดหรอก เพราะมันคือเรื่องจริง... นึกพลางไขว้นิ้วชี้และนิ้วกลางเข้าหากัน

“แล้วงี้จะไปหาที่ไหน?”

“ก็หาอยู่... นี่ไง.... เจอแล้ว..”

เอ่ยเว้นจังหวะหายใจเป็นช่วงเหมือนคนจิตหลุด ในขณะที่ดวงตาคมจ้องเขม็งยังเจ้าของร่างบอบบางที่กำลังเดินผ่านอยู่ไกลๆ เพื่อนรักอีกสองคนที่นั่งอยู่ด้วยกันก็พร้อมใจกันหันขวับยังทิศทางเดียวกับร่างสูง ดวงหน้าหวานจัดที่วาดรอยยิ้มเสียเต็มแก้มจนคนมองอยากจับมาฝังจมูกลงแรงๆให้หายหมั่นเขี้ยว เรียวปากอิ่มชุ่มฉ่ำขยับเอื้อนเอ่ยกับเพื่อนของตัวเอง ในมือถือหนังสือเล่มหนาประมาณสามสี่เล่มพลางก้าวเดินเอื่อยๆ ในช่วงเวลายามเย็นแบบนี้ ถ้าเดาไม่ผิดคงกำลังกลับบ้านอยู่เป็นแน่แท้

หัวใจที่เอาแต่ตามหามาหลายวัน กลับลอยผ่านอยู่ตรงหน้า...

แล้วเขาจะทำอย่างไรดีล่ะเนี่ย?

สัมผัสหนักแน่นที่ไหล่เพียงไม่กี่ทีฉุดสติที่ฟุ้งซ่านให้กลับมาคงเดิมอีกครั้ง หันไปมองเพื่อนรักอีกสองคนที่คนหนึ่งก็ดันหลัง อีกคนก็พยักเพยิดเป็นสัญญาณบอกให้รุกฆาตเสียที ดวงตาคมที่ฉายแววลังเลใจทำให้แจจุงต้องออกแรงดันอีกเท่าตัวจนร่างสูงต้องลุกขึ้น ถ้าหากไม่ลุกก็หน้าคมำลงไปตรงพื้นแถวนั้นแหละ

ยุนโฮสูดหายใจลึกๆเพื่อรวมรวมสติและความกล้าหาญ ก่อนเริ่มก้าวเดินตามทิศทางของหัวใจ

แจจุงและชางมินนั่งเฝ้ามองจนเพื่อนรักเดินเลี้ยวผ่านมุมตึกลับสายตาไป ก่อนหันมามองหน้ากันสลับกับกองหนังสือที่ยุนโฮวางทิ้งเอาไว้ พลันร่างสูงโปร่งก็ชิงคว้ากระเป๋าลุกแล้วเตรียมตัวชิ่งกลับบ้าน

“มึงเอากลับนะแจจุง ไปทวงค่าแบกกับเจ้าตัวเอาเองแล้วกัน”

เอ่ยเอื้อนอย่างรวดเร็วก่อนเดินลิ่วออกมาด้วยความไวนรก เสียงที่แว่วตามมาทำให้ต้องหลุดหัวเราะ แต่ขาก็ยังคงก้าวเร็วๆต่อไป เรื่องอะไรจะหยุดรอให้มันมาแบ่งหนังสือให้ช่วยแบกกันล่ะ

“กูเกลียดพวกมึง ไอ้สัดดดดดด”

โต๊ะม้าหินอ่อนริมสนามฟุตบอลกว้างใหญ่ยังมีชายหนุ่มหน้าหวานแต่หล่อเหลายืนฟึดฟัดสาบแช่งเพื่อนบังเกิดเกล้าทั้งสองคนอย่างเอาเป็นเอาตาย ในขณะที่มือเอื้อมหยิบหนังสือมาโอบไว้ เรียวปากได้รูปก็พร่ำก่นด่าทั้งสบถจนคนแถวนั้นถอยหนีไปเป็นแถบๆ

แจจุงเดินลิ่วยังรถที่จอดไว้ในมหาลัย หยิบกุญแจไขเปิดประตูแล้วโยนหนังสือหนักบรรลัยไว้เบาะหลัง ก่อนพ่นลมแล้วสบถคำหยาบออกมาอีกครั้ง

ไปหายูชอนแก้เซ็งดีกว่า...



ครั้งนี้ยอมให้ก็ได้...



เห็นว่ากำลังตามหัวใจอยู่หรอกนะไอ้ยุนโฮ...









Lucky For You
; Give Me a Chance, Please





เสียงจอกแจกจอแจจากรอบข้างยังคงแว่วให้ได้ยินเป็นระยะ ภายในบริเวณนั้นเนืองแน่นไปด้วยนิสิตนักศึกษาจำนวนมากที่กำลังเดินทางกลับบ้าน รวมทั้งใครคนนั้นที่เขาเฝ้าตามมาได้เพียงชั่วครู่ สองขายาวที่คอยก้าวตามเป็นจังหวะสม่ำเสมอรักษาระยะห่างเอาไว้ ในขณะที่ดวงตาคมจดจ้องยังแผ่นหลังบอบบางที่อยู่ห่างออกไป จนกระทั่งกลุ่มเล็กๆนั้นเริ่มแยกย้ายไปคนละทิศทาง เรียวปากอิ่มขยับเอ่ยคำบอกลากับเพื่อนของตัวเองให้ได้ยินแว่วในหู มือเรียวยกขึ้นโบกไปมาพลางระบายรอยยิ้มยิงฟังกว้างเสียเต็มแก้มจนน่าหยิกจับ เรียวแขนที่อุ้มหนังสือเล่มหนาหลายเล่มเริ่มโอบแน่นขึ้นเพราะมัวแต่ร่ำลาจึงไม่ทันได้ระวัง พยายามโอบประคองเอาไว้อย่างสุดความสามารถ

แต่ในที่สุดหนังสือเล่มหนาเหล่านั้นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้น ยุนโฮที่คอยเดินตามเจ้าของกายบางมาตลอดนั้นรีบปรี่เข้ามาช่วยอย่างแข็งขัน มือกว้างเอื้อมเก็บหนังสือทีละเล่มมาโอบไว้ ในขณะที่อีกคนยังคงควานหาของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่กระจายออกจากกัน เมื่อรวบรวมครบจึงยืนขึ้นพร้อมกับอีกคนที่ลุกตาม

“ขอบคุณ”

เสียงหวานพร้อมด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจแสดงความขอบคุณนั้นทำให้สติของยุนโฮแทบลุดลอยตามหัวใจที่หลุดออกไปจากอกด้านซ้าย กระพริบตาเพื่อเรียกสติให้นิ่ง ใบหน้าคมคายแต้มรอยยิ้มตอบกลับไปเช่นกัน

“ให้ผมช่วยถือนะ”

คนน่ารักทำหน้าสงสัยอย่างไม่ปิดบัง เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากัน เรียกให้ร่างสูงต้องรีบเอ่ยต่อ

“ให้ผมช่วยถือไปส่งที่รถนะครับ”

อาการลังเลของคนตรงหน้าทำให้อีกคนใจเสียเล็กน้อย เพียงครู่ก็ได้การตอบรับเป็นเพียงพยังหน้าเบาๆแต่ก็ทำให้ยุนโฮแทบอยากกระโดดแล้วร้องเยสออกมาดังๆให้รู้แล้วรู้รอด คนตัวเล็กกระชับของในอ้อมแขนก่อนเริ่มก้าวเดินโดยมีชายหนุ่มที่โอบหนังสือเล่มหนาหลายๆเล่มไว้ในอ้อมแขนนั้นเดินขนาบข้างมาด้วยเช่นกัน

ตลอดระยะทางที่เดินมายังที่จอดรถ ทั้งสองต่างคนต่างเงียบไม่พูดอะไรออกมา หากบรรยากาศที่สัมผัสอยู่นั้นก็ไม่ได้อึดอัดจนเกินไป ยุนโฮเดินตามเงียบๆในขณะที่ดวงตาคมทอดมองไปข้างหน้าสลับกับเบนสายตามาแอบมองคนข้างๆเป็นอาหารตาอาหารใจบ้าง ดวงหน้าหวานจัดข้างกายนั้นมองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ รอยยิ้มที่จุดเพียงเล็กน้อยบนมุมปากอิ่มระเรื่อสีนั้นทำให้ยุนโฮอดยิ้มตามไม่ได้

อยากหยุดเวลานี้เอาไว้...

เพราะเขารู้สึกเหมือนได้หัวใจกลับคืนมา พร้อมกับความอิ่มเอมสุขล้นที่ไม่เคยสัมผัส

ต้องทำอย่างไรจึงจะได้คนคนนี้มาไว้เคียงข้างกัน

ควรจะทำอย่างไรนะ?



ทั้งคู่เดินมาจนถึงรถยนต์สีฟ้าสดใส หากเดาไม่ผิดคงเป็นรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นแน่ๆ ร่างเล็กหยุดอยู่กับที่ในขณะที่มือบางก็ควานหาของบางสิ่งในกระเป๋า

“ถึงแล้ว.. ขอบคุณมากนะ” เอ่ยพลางวางของในมือไว้เบาะหลังที่เพิ่งเปิดประตู ก่อนยื่นแขนแบมือออกข้างหน้าเพื่อทวงหนังสือคืนจากใครอีกคน

“เอางี้ แทนคำขอบคุณ ผมขอเป็นชื่อคุณแทนได้ไหมครับ?” เอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำราบเรียบอย่างวางมาด ในขณะที่กลีบปากหยักจุดยิ้มที่เคยบาดใจสาวๆมานักต่อนัก

“คิมจุนซู เราชื่อจุนซู” เอ่ยตอบพร้อมร้อยยิ้ม มือเรียวยังคงแบออกตรงหน้าเป็นเชิงขอหนังสือคืนจากร่างสูง

ยุนโฮยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนคืนหนังสือให้คนน่ารักตรงหน้า คนอะไรน่ารักไปซะทุกอย่าง ขนาดชื่อยังน่ารักเลย

“เอ่อ.. ผมชื่อ..”

“ยุนโฮ เรารู้ว่านายชื่อยุนโฮ”

“เอ๋?”

“เอาเป็นว่าขอบคุณมาก แต่ถ้าหากว่านายกำลังจะจีบเรา เราอยากบอกว่าเราไม่ชอบคนเจ้าชู้”

หัวใจดวงน้อยๆของยุนโฮหล่นตุ้บลงบนพื้นดิน พร้อมกับใครอีกคนที่เหยียบซ้ำโดยไม่ได้ตั้งใจจนแบนแนบระนาบไปกับพื้น เขากำลังอึ้ง อึ้งอย่างถึงที่สุด ในสมองประมวลผลหาทางแก้ต่างให้ตัวเองอย่างหนัก

ชิบหายแล้ว... ไม่นึกว่าชื่อเสียงตัวเองจะโด่งดังขนาดนี้...

“เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าครับ?”

“เปล่า”

“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าผมเจ้าชู้”

“นายไม่รู้ตัวหรือแกล้งไม่รู้กันแน่?”

เรียวคิ้วสวยเลิกสูงพอๆกับโทนเสียงที่ติดอาการหงุดหงิด ร่างเล็กปรายตามองอีกฝ่ายอย่างสำรวจ ในมหาลัยคงไม่มีใครไม่รู้จักสามคนดังแห่งคณะเศรษฐศาสตร์ที่สาวๆกว่าค่อนมหาลัยต่างก็กรี๊ดกร๊าด โดยเฉพาะกิตติศัพท์เรื่องความเจ้าชู้เนี่ย ต้องยกให้แก๊งนี้เขาล่ะ อาจจะน้อยหน่อยสำหรับคนที่ตัวสูงที่สุด และอีกคนที่มีตัวจริงไปแล้ว ก็คงเหลือแต่คนตรงหน้าคนเดียวนี่แหละที่ดีกรีความเจ้าชู้ไก่แจ้ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะลดละ.. เอ่อ.. ได้ยินมาว่าแบบนั้นนะ...

“มันก็แค่ข่าวลือ” เสียงนุ้มทุ้มกล่าวด้วยความหนักแน่น เว้นจังหวะดูปฏิกิริยาคนตัวบางตรงหน้าที่เงียบไป สูดหายใจลึกๆเข้าเสียเต็มปอดเพื่อรวบรวมความกล้า

เอาวะ ของแบบนี้มันพึ่งดวงกันไม่ได้ ต้องวัดใจให้สุดไปเลยเท่านั้น...

“ผมอยากให้เราลองรู้จักกัน แล้วคุณจะได้ตัดสินว่ามันใช่หรือไม่ใช่อย่างที่คุณคิด”


-
-
-






“แล้วมึงจะทำยังไง”

เจ้าของร่างสูงโปร่งที่นั่งฟังใครอีกคนที่เล่าเหตุการณ์เมื่อเย็นวานให้ฟังอยู่นานเอ่ยถามขึ้น คำตอบแรกที่ได้รับคืออาการถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในขณะที่เจ้าของคำตอบนั้นฟุบลงกับแขนตัวเอง พาให้อีกสองเกลอต้องตีหน้ายุ่งตามไปด้วย

“แล้วมึงจะให้กูทำยังไง” เอ่ยตอบเสียงอู้อี้บนท่อนแขน ระบายลมหายใจก่อนเงยหน้ามองตาเพื่อนรักสองคนสลับกันไปมา “กูก็ต้องตามจีบต่อไปดิวะ”

คำตอบที่ได้นั้นพาให้อีกสองคนต้องยิ้มรับ แจจุงตบไหล่เพื่อนรักแรงๆสองทีก่อนหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อเจ้าตัวร้องโอดโอย พลางบ่นว่าไม่เห็นจะต้องตีแรงขนาดนี้ก็ได้

“มึงเชื่อป่ะ ตอนที่เขาเดินหนีกู ขึ้นรถไปดื้อๆ กูอยากจะบ้า”

“ทำไมวะ?”

“ไม่รู้ดิ กูไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมคุยกับกูอีกหรือเปล่า ท่าทางเขาไม่ชอบกูว่ะ”

“ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก มึงเชื่อกู กูอาบน้ำร้อนมาก่อน”

“ถุ้ยยยย!!”

“ถุยพ่อมึงดิชางมิน”

หันไปด่าอีกคนด้วยวาจาเผ็ดร้อน ร่างสูงฟุบลงกับแขนอีกครั้งเมื่อเกิดศึกขนาดย่อมตรงหน้า พลางใช้นิ้วเรียวอุดหูเอาไว้ หลับตาเพื่องีบเอาแรงไว้ต่อสู้กับคนน่ารักในตอนเย็น กลีบปากหยักสวยยกยิ้ม

แล้วเจอกันนะครับ...




-
-
-






แสงแดดอ่อนๆและลมที่โบกพัดเย็นสบายในยามเย็นเช่นนี้ทำให้อดที่จะเงยหน้าแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าลึกๆเสียเต็มปอดไม่ได้ ร่างเล็กที่นั่งอยู่บนม้านั่งเยื้องริมสนามฟุตบอลกว้างขวางกอดหนังสือไว้กับอก พลางส่งสายตาสอดส่องไปรอบๆกาย เฝ้าคอยเพื่อนของตนที่บอกว่าจะเดินไปส่งงานที่ตึกคณะแล้วจะรีบมาหา นี่ก็ปาไปตั้งสิบนาทีแล้ว แค่ส่งงานทำไมช้าจังเลยนะ

ทอดมองไปทั่วบริเวณ พลันต้องหยุดชะงักเมื่อได้เห็นใครบางคนที่นั่งอยู่ไกลๆตรงโต๊ะหินอ่อนริมสนามฟุตบอล ในห้วงความคิดนึกย้อนไปเหตุการณ์เมื่อวันวาน อดขมวดคิ้วไม่ได้เมื่อนึกถึงใครคนนั้นที่ช่วยแบกหนังสือให้ ร่างสูงสง่าเจ้าของใบหน้าหล่อคมคายบาดหัวใจให้เป็นริ้วๆ ไม่แปลกเลยที่เจ้าตัวจะมีนิสัยเจ้าชู้

พอได้นึกถึงบทสนทนาที่ได้คุยกันคารมของใครคนนั้นถือว่าใช้ได้ ไม่สิ.. เข้าขั้นเยี่ยมเลยล่ะ การวางตัวก็ดูไม่น่าเกลียด ไม่แปลกอีกเหมือนกันที่เจ้าตัวจะเป็นที่นิยมของสาวๆ แม้จะรู้กิตติศัพท์ว่าเจ้าชู้แค่ไหนก็คงมีเข้ามาไม่ขาด

แต่เอาเถอะ... คงไม่เกี่ยวกัน ไม่อยากจะยุ่งด้วยหรอก ก็ไม่ชอบคนแบบนี้นี่นา...

“มองอะไรจุนซู?!”

ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีมือจี้เข้าที่เอวพร้อมกับเสียงใสๆที่ตะโกนข้างหูแบบไม่ทันตั้งตัว หันไปทำหน้าดุใส่ แต่อีกฝ่ายก็เอาแต่ยิ้มร่าเมื่อแกล้งเพื่อนได้สำเร็จ

“ไม่มีอะไรหรอก”

“โม้...”

แก้มอิ่มพองลมน้อยๆเมื่อโดนขัด จิกตาใส่ในขณะที่เพื่อนรักยังคงยิ้มตอบแบบไม่สะทกสะท้าน สายตาที่มองมาทำเอาอยากจะลุกขึ้นแล้วเดินหนีไปไกลๆให้รู้แล้วรู้รอด ก็บอกว่าไม่มีอะไรยังจะมาล้อเลียนกันอยู่ได้

“อ้อ... จองยุนโฮ หนุ่มหล่อแห่งคณะเศรษฐศาสตร์... ทำไม? สนใจเหรอ?”

“บ้าน่าซองมิน” กล่าวพลางตีเบาๆที่ต้นแขนอีกฝ่าย

“ฉันรู้จักแจจุง เดี๋ยวไปถามเบอร์ให้เอาไหม?” เอ่ยพลางส่งสายตาวิบวับล้อเลียน ฉีกยิ้มให้เห็นฟันขาวเรียงซี่สวยงาม จนจุนซูต้องตีเบาๆที่ต้นแขนอีกครั้ง

“พอเลยๆ... กลับบ้านเถอะ”

“ไม่เอาจริงอ่ะ?”

“หยุดพูดนะ... ก็รู้ไม่ใช่หรือไงว่าเราไม่ชอบคนแบบนั้น”

“ไม่รู้”

“นี่!.. โธ่ซองมินเธอก็รู้ว่าเราไม่ชอบคนเจ้าชู้.. อีกอย่าง นายนั่นดูท่าทางลื่นยิ่งกว่าปลาไหลอีก ไม่เอาด้วยหรอก”

“ไม่สนใจจริงๆเหรอ?”

“ไร้สาระน่า.. กลับบ้านเถอะนะ” เอ่ยพลางลุกขึ้นแล้วดันอีกฝ่ายให้ก้าวเดิน

“ระวังนะจุนซู โบราณเขาว่ากันว่า เกลียดอะไร... ก็จะได้อย่างนั้น...” กล่าวเว้นเป็นช่วง ดวงตาที่ทอดมองไปยังด้านหลังของร่างเล็กเบิกกว้างคล้ายตกใจ ก่อนยิ้มยิงฟันให้เพื่อนรักอีกครั้ง “โชคดีนะ”

เอ่ยจบประโยคก็รีบเดินหนีไป ทิ้งให้คนตัวบางยืนงงอยู่คนเดียว เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย ก่อนหันหลังกลับไปมองบ้าง เมื่อเห็นคนตัวสูงที่เดินมา ดวงตาเรียวก็เบิกกว้างไม่แพ้อีกคน

“ซองมิน! นี่!! ทิ้งกันแบบนี้ได้ยังไง รอด้วย!!” ตะโกนตามหลังก่อนคว้ากระเป๋าบนเก้าอี้ รวบรวมหนังสือเล่มหนาขึ้นมา ก่อนถูกใครอีกคนฉวยไปถือไว้ เงยหน้าก็พบกับใบหน้าหล่อคมคายที่แต้มรอยยิ้มให้หัวใจกระตุกสั่น

“เอ่อ... ขอหนังสือคืนด้วย”

“ให้ผมถือไปส่งนะ รถจอดที่เดิมหรือเปล่า?” เอ่ยพร้อมก้าวเดินไปขนาบข้างอีกคน เรียวแขนแกร่งอีกข้างที่ว่างผายออกเป็นเชิงให้อีกฝ่ายเดินนำไปก่อน “เชิญครับ”

“เราไม่อยากรบกวน”

“ไม่ต้องเกรงใจครับ”

“ไม่ได้เกรงใจ แค่ไม่อยากให้ไปส่ง โอเค๊? ขอหนังสือคืนด้วย” เอ่ยเสียงห้วน ขัดกับใบหน้าหวานๆของเจ้าตัว เรียวคิ้วสวยที่เลิกขึ้นแสดงอาการไม่พอใจให้รู้ได้ชัด จุนซูเริ่มรู้สึกผิดเมื่ออีกฝ่ายนิ่งไป มือที่ยืนออกเพื่อขอหนังสือคืนเริ่มลดต่ำลง มองอีกฝ่ายที่ทำหน้าเหมือนเด็กถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวก็ต้องถอนหายใจออกมาแรงๆ “วันนี้รถเราจอดไกล ถ้าเดินไหวก็ตามมา”

สิ้นประโยคที่ทำให้ร้างสูงยิ้มกว้าง จุนซูก็หันกลับแล้วเดินลิ่วนำไปทันที ปล่อยให้อีกคนที่กำหมัดดึงแขนเข้าหาตัวแล้วร้องเยสออกมาเบาๆก่อนหน้าเดินเร็วๆแกมวิ่งตามมา เมื่อทันก็ลดความเร็วลงให้พอดีกับคนตัวเล็กข้างๆ รักษาระยะหางให้ดูไม่น่าเกลียด ไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป

ร่างเล็กกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด นึกสงสัยว่าทำไมตัวเองต้องใจอ่อนกับคนคนนี้ด้วย เพราะอะไรกันนะ พลันเสียงของเพื่อนรักที่แว่วเข้ามาในหัวทำให้ต้องสะบัดไปมา ไม่ได้สนใจสักหน่อย ก็มีคนช่วยแบกหนังสือมันสบายกว่านี่นา

ยุนโฮแอบลอบยิ้มอยู่บ่อยครั้งเมื่อเห็นอาการเหม่อของคนข้างตัว อีกทั้งหัวกลมที่สะบัดไปมาจนผมสีอ่อนกระจายออกจากกัน จะน่ารักไปไหนกันนะคนคนนี้ น่ารักจนอยากจะจับมาฟัดให้แก้มยุ้ยๆช้ำจนแดงเรื่อ จูบปิดกลีบปากอิ่มชุ่มฉ่ำที่คอยพูดจาทำร้ายหัวใจดวงน้อยๆของเขาเสียหลายๆที

“ขอบคุณ” กล่าวพลางยื่นมือรับหนังสือจากคนตัวสูงกว่า

“ยินดีครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะมาช่วยอีกนะครับ” เสียงนุ้มทุ้มเอ่ยรวดเร็วพร้อมปิดท้ายด้วยรอยยิ้มหล่อเหลาที่แต้มบนริมฝีปากหยักสวย ก่อนร่างสูงจะหันหลังแล้วเดินลิ่วกลับไปทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายทักท้วงหรือปฎิเสธได้เลยสักนิด

คนตัวบางที่ยืนอึ้งนั้นขมวดคิ้วเข้าหาหัน ก่อนจิ๊ปากเมื่อรู้ตัวว่าเสียท่าชายหนุ่มเจ้าของดวงหน้าคมคายบาดใจสาวๆเข้าเสียแล้ว จะตะโกนบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องมาช่วยก็คงไม่ทันเสียแล้ว คนอะไรเดินไวชะมัด

คอยดูเหอะ... พรุ่งนี้จะไม่เดินผ่านสนามฟุตบอลเลย...





-
-
-





ในเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงเหนือศรีษะพอดีและส่องแสงแดดร้อนแรงจนทำให้สามเกลอเพื่อนซี้ต้องอพยพจากโต๊ะม้าหินอ่อนริมสนามที่ประจำมานั่งจุ้มปุ๊กกันอยู่ในโรงอาหารเพราะบริเวรนั้นถึงแม้จะร่มแต่ในเวลาเที่ยงวันแบบนี้ก็ไม่เย็นสักเท่าไหร่นัก เสียงที่ดังจอแจไปทั้งโรงอาหารทำให้คนขี้หงุดหงิดอย่างชิมชางมินต้องทำหน้าบูด นั่งพุ้ยข้าวในปากด้วยอารมณ์ที่ปวนแปรอยู่ภายใน

ในขณะที่เจ้าของร่างสูงอีกคนนั่งเขี่ยข้าวไปมาอย่างใช้ความคิด เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนคลายออกแล้วขมวดใหม่อยู่อย่างนั้น

“แจจุง” เอ่ยเรียกในขณะที่มือก็ยังคงจับช้อนเขี่ยข้าวในจานไปมา

“หือ?”

เจ้าของชื่อที่ถูกเรียนขานเมื่อครู่หันไปมองยังต้นทางของเสียง เลิกคิ้วสูงขึ้นเป็นเชิงถาม หากในปากนั้นยังคงเคี้ยวขนมกร้วมๆอย่างไม่รักษาภาพพจน์ ก่อนเอื้อมหยิบน้ำมาดื่มเมื่อมีอาการติดคอ ไอโขลกจนทำให้ร่างสูงโปร่งที่นั่งข้างๆต้องเอามือลูบหลังพลางตบเบาๆสลับกัน

“ใจเย็นดิ ไม่มีใครแย่งหรอก” ชางมินเอ่ยพลางลูบหลังอีกคนไปมา

“ขอบใจ ไม่เป็นไรแล้ว... ไอ้ยุน มีไรว่ามา”

“กูกำลังคิดว่า เพื่อนจุนซูของกูหน้าโคตรคุ้น”

“หน้าด้านว่ะ... จีบยังไม่ทันจะติดยังมีน่าเรียกเขาว่าจุนซูของกู ถุ้ยยยยยยย!!”

มือหนาเอื้อมตบกลางกระหม่อมเจ้าของเสียงดังแป๊ะ จนแจจุงต้องนิ่วหน้า พลางขมุบขมิบปากก่นด่าเบาๆแต่ก็จงใจให้อีกฝ่ายได้ยิน

“รู้สึกว่ามึงเคยคุยกับเขาอ่ะ” พยายามไม่สนใจอาการก่อกวนของอีกคนแล้วพากลับเข้าประเด็นดังเดิม

“อะไรวะ? คนไหน?”

“จำหน้าไม่ได้ว่ะ... รู้แต่ว่าตัวเล็กๆ”

“คนตัวเล็กในมหาลัยแม่งคงมีคนเดียวเนอะ”

“ส้นตีน! ขัดอยู่ได้ แล้วเมื่อไหร่กูจะนึกออกห๊ะสัด เดี๋ยวโบกหงาย” กล่างพร้อมเงื้อมือขึ้นตามคำพูด

“มัวแต่กัดกันแล้วพวกมึงจะรู้เรื่องไหม?” อีกคนที่นั่งดูสงครามประสาทของคนประสาทๆทั้งสองคนอยู่นานต้องเอ่ยปราม ทำให้คนที่กำลังจะโบกตามปากที่ว่าต้องลดมือลงอย่างเกรงใจ ขืนให้ชางมินมันโมโหหนักๆมีหวังโดนสวดยาวแน่ๆ โดนมันด่าทีไรเหมือนถูกเรียวปลายเข็มมาจิ้มให้แสบๆคันๆทุกครั้งไป

หลังจากสงบศึกร่างสูงก็นั่งรำลึกใบหน้าของคนที่กำลังพูดถึงอีกครั้ง หากนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก เพราะเจอกันแค่เพียงครู่เดียวเท่านั้น หากสิ่งที่มันลางๆอยู่ในความทรงจำคือของใช้ที่เจ้าตัวถือเอาไว้ นั่งนึกอีกนิดก็จำได้ว่าเกือบทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีสีหวานแหววชวนเวียนหัว

“ในมือถือแต่ของสีชมพูว่ะ ใช้แต่ของสีชมพู”

“สีชมพู... สีชมพู...” ร่างโปร่งทำหน้านึก เรียวปากพร่ำแค่คำว่าสีชมพูตอกย้ำเข้าไปในความคิดที่เผื่อจะนึกออกบ้าง เรียวคิ้วเข้มขวดเข้าหากัน นั่งนึกอยู่ครู่ใหญ่ก็ดีดนิ้วเป๊าะแล้วร้องอ๋อออกมา

“คนที่ชอบสีชมพูมากๆจนกูไม่กล้าเดินใกล้มีอยู่คนเดียว”

“ใครวะ?” แววตาเป็นประกาย ทั้งอยากรู้อยากเห็นและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน

“ชื่อซองมิน ลีซองมิน เรียนคณะอักษร”

“เออใช่.. เห็นจุนซูเขาตะโกนเรียกชื่อนี้อยู่”

“อือ แล้วเกี่ยวไรกะซองมินวะ?”

“มันเกี่ยวทั้งมึงและซองมินเขาแหละ กูมีเรื่องจะขอร้อง...”


-

-

-




“จะไปไหนอ่ะซองมิน?”

เอ่ยถามอย่างสงสัย เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างเสียไม่ได้ เรียวขาก้าวเร็วๆตามเพื่อนรักให้ทัน ในขณะที่อีกคนก็รีบเดินไม่แพ้กัน จุนซูเอ่ยถามเป็นระยะแต่คำตอบที่ได้กลับมาคืออาการเงียบเฉยเท่านั้น เดินตามจนเหนื่อยจึงหยุดในเมื่อไม่รู้ว่าจุดหมายของอีกคนคือที่ไหน ทั้งๆที่ถามแล้วก็ไม่ยอมตอบ ถ้าวันนี้รถไม่เสียคงได้หนีกลับบ้านไปแล้ว ไม่คอยมาเดินตามรอให้ไปส่งหรอก

“เหนื่อยแล้วๆ” อิดออดเมื่อถูกอีกคนเอื้อมมือมาจูงให้เดินไปด้วยกันอีกครั้ง

“ไปเถอะน่า..”

“จะไปไหนกันเล่า?”

“ฉันมีธุระต้องไปคุยกับเพื่อน”

“กับใคร?”

“ไม่บอก ไปถึงก็รู้เอง..” ฉุดกระชากลากถูอีกคนให้เดินตามไปด้วยกันจนได้

เดินเรื่อยไปตามทางเดินในขณะที่คนถูกบังคับนั้นทำหน้าหงิกงอจนอีกฝ่ายต้องแอบหัวเราะ และแอบคิดในใจว่าตอน ไปถึงคงต้องมีใครแถวนี้อาละวาดกันแน่ๆ

“เห้ยย ทำไมไปทางนี้อ้ะ?” โวยวายเมื่อถูกลากจนเข้าใกล้สนามฟุตบอล ภายในใจเริ่มมีลางสังหรณ์แปลกๆ แอบมองคนจูงที่ยังคงทำหน้าตาย เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันอีกครั้ง “นัดกับเพื่อนไว้ตรงไหน?”

หากคนที่ถูกถามยังคงตีหน้านิ่ง พลางเร่งฝีเท้าเมื่อรู้สึกว่าคนข้างๆเริ่มสงสัย เรียวปากระบายรอยยิ้มทันทีเห็นเห็นว่าจุดหมายอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล รีบเดินรีบลาก ก่อนที่อีกคนจะได้อาละวาดดีกว่า

“ว่าไงซองมิน” ชายหนุ่มที่เดินเข้าหาเจ้าของชื่อเอ่ยทัก ในขณะที่เรียวคิ้วเข้มยักขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งเพื่อส่งสัญญาณให้

คนที่ถูกลากให้มาด้วยกันเริ่มตีหน้ายุ่งเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าอยู่กลุ่มเดียวกับคนคนนั้นที่กำลังหลีกหนีอยู่ตอนนี้ พยายามดึงมือตัวเองออกพลางกระซิบบ่นให้อีกคนปล่อยมือ เริ่มกระสับกระส่ายเมื่อรู้ว่าดึงยังไงก็คงไม่ออก

“สวัสดีครับจุนซู”

เสียงนุ่มทุ้นคุ้นเคยที่เอ่ยทักทายทำให้เจ้าของชื่อต้องเบิกตากว้าง ก่อนหันไปจิกตาใส่เพื่อนที่ยอมปล่อยมือกันดื้อๆอย่างหาเรื่อง ภายในสมองเริ่มคิดหาทางหนีทีไล่ ในขณะที่เจ้าเพื่อนตัวแสบที่ยืนอยู่ข้างๆนั้นคุยออกรสออกชาติกับเจ้าของร่างโปร่งที่เดินเข้ามาทักเป็นคนแรก

“แจจุง... นี่จุนซู”

แนะนำให้รู้จักทั้งๆที่อยากจะเดินหนีไปให้ไกล เมื่ออีกฝ่ายทักทายมาอย่างสุภาพก็ยิ้มตอบตามมารยาทกลับไปบ้าง

“ยุนโฮ.. นี่จุนซู” เอ่ยพลางดึงอีกคนให้เขยิบขึ้นมา เมื่อเห็นว่าพยายามจะหนี

“เรารู้จักกันมาก่อนแล้วครับ” ร่างสูงเอ่ยพร้อมส่งยิ้มให้คนข้างหน้าที่กำลังขืนตัวจากการกระทำของเพื่อน แอบหัวเราะเมื่อได้คำตอบเป็นอาการตีหน้ายุ่ง ก่อนต้องกลั้นเอาไว้เมื่อคนน่ารักพยายามถลึงตาใส่ ยุนโฮอยากจะบอกอีกคนนักว่าไอ้ที่ทำอยู่มันไม่น่ากลัวสักนิด แต่น่าจับมาฟัดแก้มยุ้ยให้หายหมั่นเขี้ยวซะมากกว่า

“เราไม่รู้จักนาย” บอกเสียงห้วนอย่างหงุดหงิดในอารมณ์เมื่อเห็นใบหน้าคมคายที่จุดรอยยิ้ม เมื่อกี้แอบหัวเราะกันใช่ไหม เห็นหรอกนะ

ซองมินที่เห็นท่าว่าเหตุการณ์ชักจะไม่ค่อยดีก็รีบหันไปส่งสายตาเป็นเชิงถามร่างโปร่งตรงหน้า คำตอบที่ได้คืออาการพยักเพยิดบอกให้เริ่มทำตามที่คิดไว้ได้ สูดลมหายใจลึกๆ หวังว่าเพื่อนรักคงไม่วีนแตกออกมาเสียก่อน

“วันนี้ฉันไปส่งเธอไม่ได้แล้วล่ะจุนซู กลับกับยุนโฮไปก่อนนะ”

เกือบพยักหน้าตอบรับแต่ก็นึกขึ้นได้เสียก่อน จุนซูหันไปมองอีกฝ่าย ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจ

“ห๊ะ? ว่าอะไรนะ?”

“ซองมินบอกว่าให้จุนซูกลับกับผม เพราะเค้าต้องไปกับแจจุง”

เสียงนุ่มทุ้มที่ตอกย้ำทำให้จุนซูต้องหันไปค้อนให้เสียคว่ำ ก่อนหันมาจ้องตาเพื่อนตัวแสบข้างๆอย่างหาเรื่อง คิดจะทำอะไรอยู่กันแน่นะซองมิน

“เรากลับเองก็ได้” เมื่อไม่ได้คำตอบก็กล่าวตัดบทเสียเอง กลับหลังหันแล้วเดินหนีออกมาโดยไม่ฟังเสียงที่เรียกเลยสักนิด อารมณ์ที่คุกรุ่นทำให้อดพาลรอบข้างไม่ได้ ใครก็ตามที่เข้ามาทักตอนนี้มีสิทธิ์ได้ถูกเหวี่ยงกลับไปดื้อๆ อาการเดินกระแทกส้นเท้าปังๆทำให้คนที่รีบเดินตามมาชักหวั่นใจ

“เดี๋ยวครับจุนซู” เอ่ยเรียกด้วยโทนเสียงอ่อนหวังให้อีกฝ่ายเย็นลงบ้าง มือหนาเอื้อมแตะข้อศอกอีกฝ่ายเพียงแผ่วเบารั้งให้อีกคนหยุดแล้วหันมาคุยกัน จุนซูหยุดยืนแล้วหันกลับมามองเพียงปลายสายตาพลางดึงเรียวแขนหนีจากสัมผัสนั้น

“ไม่ต้องมายุ่ง”

“จุนซูโกรธ?”

“ไม่เกี่ยวกับนาย”

“ถ้าจะโกรธซองมิน.. โกรธผมแทนนะครับ เพราะผมเป็นคนขอร้องเขาเอง” กล่าวพร้อมสายตาลุแก่โทษ พยายามใช้โทนเสียงอ่อนหวังให้อีกฝ่ายเย็นลงบ้าง

“นายเห็นเราเป็นอะไร? วางแผนกันหลอกเรา เห็นเราเป็นตัวตลกงั้นเหรอ?” อารมณ์ที่คุกรุ่นเป็นไอนั้นประทุขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้เมื่อได้ยินความจริงจากปากของอีกฝ่าย กล่าวถามด้วยความขุ่นเคือง ก่อนเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

“ผมเปล่า..”



“เหอะ.. มีอะไรจะพูดอีกไหม? ฉันจะได้กลับ” หันมามองหน้าคนตัวสูงกว่า สายตาที่ทอดมองทำให้รู้สึกแปลกๆ หากในตอนนี้จุนซูไม่คิดที่จะสนใจ เมื่อทึกทักเอาเองว่าอาการเงียบที่ได้รับคือคำตอบจึงกลับหลังหันเพื่อเริ่มก้าวเดิน


“ใครๆก็มองออกว่าผมน่ะตามจีบจุนซูอยู่..”


เสียงนุ่มทุ้มของใครอีกคนที่กล่าวทำให้ต้องหยุดนิ่ง พร้อมกับเจ้าของเสียงที่เดินอ้อมมาเพื่อเผชิญหน้าอีกครั้ง นัยน์ตาที่มองมาชวนให้หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ กลีบปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อรอฟังประโยคต่อไป



“ผมรู้ว่าจุนซูคงไม่ประทับใจผมสักเท่าไหร่”


“...”




“ตอนนี้ผมขอแค่โอกาส... ให้กันได้ไหมครับ?”

 

 

 

 

 


Lucky For You
; Part 4









“ผมรู้ว่าจุนซูคงไม่ประทับใจผมสักเท่าไหร่”


“...”


“ตอนนี้ผมขอแค่โอกาส... ให้กันได้ไหมครับ?”




ไออุ่นร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า โดยเฉพาะสองข้างแก้มเนียนน่าสัมผัสที่ระเรื่อสีจนคนมองต้องแอบอมยิ้ม มือไม้ที่เคยใช้ประโยชน์มากมายตอนนี้จุนซูรู้สึกว่ามันเกะกะเสียเหลือเกิน จะวางไว้ตรงไหนก็ดูขัดๆไปเสียหมด อารมณ์โมโหร้ายที่คุกรุ่นเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้งราวกับถูกฉาบให้เป็นน้ำแข็งแล้วทุบจนแตกละเอียด ละลายหายไปไม่เหลือแม้เพียงเศษเสี้ยว อาการอ้ำอึ้งทำอะไรไม่ถูกของคนน่ารักตรงหน้ายิ่งเพิ่มอุปสรรคให้อีกคนต้องกลั้นยิ้มเอาไว้แทบไม่อยู่

ก็น่ารักแบบนี้ ห้ามใจยังไงไหว..

“จะทำอะไรก็เรื่องของนายสิ”

เจ้าของเส้นเสียงหวานติดแหบเล็กๆเอ่ยด้วยอาการตะกุกตะกักอย่างน่าเอ็นดู เบือนหน้าที่ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าหนีอีกฝ่ายพร้อมกระชับหนังสือในมือแน่น รีบก้าวเดินออกห่างก่อนที่แก้มตัวเองจะเห่อร้อนไปมากกว่านี้ โอบหนังสือแน่นขึ้นอีกนิดเมื่อรู้สึกว่าหัวใจที่เอาแต่เต้นไม่เป็นจังหวะในอกซ้ายนั้นแทบจะกระเด็นออกมากองอยู่ตรงหน้า หากเจ้าตัวต้นเหตุที่ว่าก็คอยตามมาอยู่ใกล้ๆ แถมฉวยเอาหนังสือไปโดยไม่บอกกล่าวอีกต่างหาก

“ผมถือว่าจุนซูอนุญาตแล้วนะ” เอ่ยโดยที่ใบหน้าคมคายห่างจากข้างหูอีกคนเพียงแค่คืบ ก่อนหันกลับไปมองทางเช่นเดิมอีกครั้ง พลันต้องกลั้นยิ้มเสียเต็มแก้มเมื่อได้ยินคนตัวบางข้างๆบ่นอุบด้วยเสียงเบาหวิว คิดว่าคงบ่นพอให้ตัวเองได้ยิน

“ไม่ได้พูดแบบนั้นเสียหน่อย คนอะไร..หน้าด้านชะมัด”

“ผมก็แค่ทำตามหัวใจ..”

เสียงนุ่มทุ้มนั้นเบาหวิวไม่แพ้กัน หากความหมายของมันกระจ่างชัดนักในความรู้สึก แก้มอิ่มฝาดสีระเรื่ออีกครั้ง พยายามเอามือมาอังแก้มตัวเองไว้ หากมันเห่อร้อนไปมากกว่านี้แก้มของเขาต้องสุกแน่ๆ แล้วยังเสียงตึกตักในอกด้านซ้ายที่มันดังจนกลัวว่าคนข้างๆจะได้ยินเข้าอีก

โอ๊ยยยยย.. เต้นเบาๆหน่อยได้ไหมเจ้าหัวใจบ้า...





“แจจุง ทำไมเพื่อนนายเก่งแบบนี้วะ?” ละสายตาจากอีกคู่ที่อยู่ไกลๆหันมาถามคนข้างๆตัว เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันจนเป็นปมอย่างนึกสงสัย ก็ปกติเจ้าเพื่อนตัวแสบที่เดินอยู่กับคนตัวสูงไกลๆนั่นเคยมีอาการแบบนี้ซะที่ไหน เขินจนทำอะไรไม่ถูกแบบนี้ ขอบอกว่าซองมินแทบจะไม่เคยเห็นเลยเหอะ ส่วนมากถ้าใครมาหยอดคำหวานหรือตามจีบกันซึ่งๆหน้าแบบนี้ ไม่โดนเมินก็ถูกด่าเปิงจนถึงกับนอนไม่หลับไปหลายวันเลยนะเออ

“ยังไง?” หันมาทำหน้าสงสัยบ้าง

“เออช่างเหอะ.. เลี้ยงข้าวด้วย หิวแล้ว”

“โอเค วันนี้ไปร้านหรูๆเลย”

“จริงดิ? เย้!!” เอ่ยอย่างดีใจออกนอกหน้า พร้อมกระโดดกอดคออีกฝ่ายแล้วทำเป็นจุ๊บสองข้างแก้มสลับกันไปมาให้อีกคนต้องเอามือปัดเป็นพัลวัน

กว่าจะดันคนตัวเล็กแต่แรงเยอะอย่างไม่น่าเชื่อออกได้ก็เล่นเอาเหนื่อย หันไปบ่นอีกคนว่าทำอะไรชวนอ้วกอยู่ได้ไม่อายฟ้าดิน ก่อนหันกลับเพื่อจะเดินไปหยิบกระเป๋าที่โต๊ะ หากพลันต้องหยุดชะงักนิ่งทันทีที่เห็นใครอีกคนที่ยืนมองอยู่

ดวงตาเรียววาวไปด้วยหยาดน้ำใสๆที่มองมานั้นชวนให้หัวใจกระตุกสั่น ขายาวรีบก้าวเดินเข้าหาหวังจะอธิบายให้อีกคนเข้าใจ หากเจ้าของนัยน์ตาสั่นระริกนั้นกลับไม่ยอมหยุดรอ ดวงหน้าหวานส่ายไปมาช้าๆ กลีบปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นในขณะที่ขาเรียวก้าวถอยหลังหนี ก่อนจะกลับหลังหันแล้ววิ่งหนีห่างออกไป

“เดี๋ยวยูชอน!! เดี๋ยว รอผมก่อน!!!”

จะรีบวิ่งตามไปแต่ก็ต้องหันกลับมามองเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างหลังอย่างเสียไม่ได้ เมื่ออาการตอบรับที่ได้คือการพยักเพยิดให้รีบตามไปเร็วๆ แจจุงก็รีบวิ่งตามคนรักของตนเองไปทันที หากวิ่งมาจนถึงหน้ามหาวิทยาลัยก็เห็นคนตัวบางนั้นขึ้นรถแท็กซี่ไปเรียบร้อยแล้ว

“โธ่เว้ย!!!!!!!”



-
-
-


“แล้วมึงจะทำยังไง” ร่างสูงโปร่งเอ่ยตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มอยู่ในตอนนี้ พลางเอื้อมหยิบแก้วใสที่บรรจุด้วยของเหลวสีอำพันยกขึ้นดื่มก่อนหันมามองอีกคนที่ทำหน้าเหมือนแบกโลกเอาไว้ทั้งใบข้างๆตัว

“แล้วมึงจะให้กูทำยังไง” ร่างโปร่งเอ่ยตอบก่อนหยิบแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ถอนหายใจเฮือกใหญ่จนคนมองกลัวว่ามันจะอายุสั้นลงอีกหลายวินาที “ยูชอนเขาส่งแมสเซจมาบอกเลิกกูด้วยว่ะ”

“เพราะกูหรือเปล่าวะ?” ร่างสูงที่นั่งอยู่อีกฝั่งเอ่ยถามด้วยหน้าตาเคร่งเครียด

“เพราะยูชอนเค้าไม่เชื่อใจกูมากกว่า”

“จะให้เชื่อใจยังไงในเมื่อเห็นตำตาขนาดนั้น... ถ้าเป็นกู กูอัดยับเลยเหอะ” ชางมินเอ่ยพร้อมกับจิบของเหลวใสสีอำพันในแก้วไปพลาง

“กูจะทำยังไงดีว้ะ?” ซุกใบหน้าเข้าที่เรียวแขนของตนเองพร้อมกับถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง “เมื่อหัวค่ำกูไปหาเขาที่คอนโดก็ไม่ยอมเปิดประตูให้”

“มึงเลยโทรเรียกพวกกูมาก๊งกับมึงเนี่ยนะ?” ยุนโฮว่าพลางวางแก้วลง มองหน้าเพื่อนรักพลางส่ายหัวเบาๆ “กูว่ามึงเอาเวลาไปง้อเขาเหมือนเดิมดีกว่าไหมวะ? มานั่งเซ็งอยู่แบบนี้จะได้อะไรขึ้นมา”

แจจุงมองหน้าอีกฝ่ายกลับในขณะที่สมองเบลอเล็กๆเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์นั้นขบคิดอะไรบางอย่าง ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้าเอากระเป๋าเงินและกุญแจที่วางไว้แล้วเดินออกไปโดยไม่ร่ำลา นึกถึงจุดหมายปลายทางก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หากสองเสียงที่ตะโกนมาตามหลังทำให้ต้องยิ้มออกมา

“โชคดีนะมึง”




-
-
-

ดวงตาเรียวที่มีรอยช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักทอดมองยังนาฬิกาเรือนใหญ่ที่แขวนติดอยู่กับผนังห้องอย่างเหม่อลอย ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่ความเจ็บปวดยิ่งกัดกร่อนให้เจ็บร้าวไปทั้งหัวใจ ภาพเมื่อเย็นวานที่ใครคนนั้นกำลังถูกคนตัวเล็กๆจุ๊บแก้มสองข้างสลับกันไปมายังคงลอยวนเวียนในหัวตลอดเวลา

ผินหน้าก่อนทอดมองไปยังนอกหน้าต่างที่ถูกฉาบไปด้วยท้องฟ้าสีรัตติกาลอันมืดมิด ไอหมอกที่ลอยอยู่ทำให้รู้ว่าข้างนอกนั้นเหน็บหนาวมากเพียงใด ทำให้อดห่วงใครคนนั้นที่ยังคงยืนรออยู่หน้าประตูเป็นเวลานานแล้วไม่ได้

ยูชอนลุกขึ้นจากโซฟานุ่มแล้วเดินไปยังหน้าประตู ดวงตาเรียวมองลอดผ่านช่องเล็กๆพลันต้องขมวดคิ้วทันทีเมื่อไม่เห็นคนที่คิดว่าคงยืนรออยู่เช่นเดิม พลางคิดไปว่าใครคนนั้นคงหมดรักแล้วไปมีคนใหม่หัวใจก็วูบโหวงอย่างไร้สาเหตุ อีกทั้งขอบตาที่ร้อนผ่าวอย่างไม่ได้ตั้งใจ ดวงตาเรียวเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำใสจนภาพตรงหน้านั้นพร่ามัว เอื้อมมือจับลูกบิดพลางเปิดออกเพื่อตอกย้ำให้ตัวเองได้รับรู้ว่าไม่มีอีกแล้วคนที่เคยตามเอาใจ คนที่คอยง้อกันตลอดแม้ว่าตัวเองจะไร้เหตุผลเพียงใด

หากอ้อมกอดอันอบอุ่นที่ได้รับอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นทำให้ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ หยาดน้ำตาไหลรินคลอเคลียไปทั้งสองข้างแก้ม มือบางพยายามดันอกแกร่งของอีกฝ่ายออก หากเมื่อรู้ว่ายังไงก็คงไม่หลุดพ้นจากอ้อมแขนแข็งแรงจึงได้แต่ทุบไปมา

“ผมรักยูชอน แค่ยูชอนคนเดียว” เอ่ยเน้นหนักในเสียงให้อีกฝ่ายมั่นใจ ริมฝีปากได้รูปกดจูบลงที่เรือนผมนิ่มสีอ่อนแผ่วเบา ความอ่อนโยนที่ได้รับบรรเทาความเจ็บร้าวในหัวใจให้น้อยลง หากความขุ่นข้องนั้นยังคงไม่จางหายไป แจจุงเมื่อเห็นว่าคนในอ้อมกอดเงียบไปจึงกระชับวงแขนให้แนบชิดยิ่งกว่าเดิม

“เขาชื่อซองมิน” หยุดพูดเพราะต้องยิ้มให้กับความน่ารักของคนที่ซุกหน้าลงกับอกทันทีที่ได้ยินชื่ออีกคนที่เป็นต้นเหตุให้ผิดใจกัน “เป็นเพื่อนเก่าสมัยมัธยม..”

“ถ้าจะพูดแค่นี้ก็กลับบ้านไปเลย” เอ่ยเสียงอู้อี้ในอ้อมกอดเมื่อแจจุงเว้นจังหวะนานจนน่าโมโห พลางดันอีกฝ่ายให้ออกห่าง หากเรียวแขนที่ไม่รู้ว่าไปเอาแรงมาจากไหนนั้นโอบกระชับให้ต้องจมลงไปในอ้อมกอดอีกครั้ง

“เรากำลังช่วยไอ้ยุนมันอยู่”

“หืมม์?” เงยหน้ามองอีกคนอย่างไม่เข้าใจ

“ก็ซองมินเป็นเพื่อนจุนซู จุนซูคือคนที่ยุนโฮมันชอบ... นั่นแหละ พอเสร็จภารกิจผมเลยบอกว่าจะเลี้ยงข้าว ซองมินเลยกระโดดกอดแล้วก็... นั่นแหละ คิดแล้วยังขนลุกไม่หาย” ว่าพลางทำหน้าเหยเกให้คนมองต้องหัวเราะออกมา แจจุงหยิกเข้าที่แก้มนิ่มของคนในอ้อมกอดเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว

“ยุนโฮ... ไอ้หมีหน้าม่อปากสุนัขนั่นอ่ะนะ สงสารคนถูกจีบชะมัด” สิ้นประโยคแจจุงต้องหัวเราะออกมาเสียดังลั่นด้วยความชอบใจ ขอโทษนะเว้ยเพื่อน แต่ที่เมียกูพูดมันเรื่องจริงว่ะ

“พนันกันไหมล่ะว่ามันจะจีบติดหรือเปล่า”

“ไม่มีทาง”

“ผมว่าติด”

“ถ้าไม่ล่ะ... ถ้ายุนโฮจีบไม่ติด นายต้องแก้ผ้าวิ่งรอบสวนสาธารณะ โอเค๊?”

“โห... มันไม่มากไปหน่อยเหรอ ที่สำคัญเนี่ย.. รูปร่างของผมมีไว้ให้ยูชอนดูคนเดียวเท่านั้นนะ” เอ่ยพลางส่งสายตาทะเล้นให้อีกฝ่ายต้องเบือนหน้าหนี แก้มเนียนฝาดสีระเรื่อจนแจจุงต้องฝังจมูกลงหนักๆสูดกลิ่นกรุ่นหอมเข้าเสียเต็มปอด

“โอเคก็ได้.. งั้นถ้ายุนโฮมันจีบติด... 10รอบนะ” จบประโยคท้ายก็โดนฝ่ามืออรหันต์ซัดเข้าที่แก้มซ้ายดังเพี๊ยะ คนตบก็หน้าแดงคนถูกตบก็หน้าแดง หากสาเหตุไม่เหมือนกันเลยสักนิด แจจุงโอดครวญพลางลูบแก้มตัวเองป้อยๆ “แค่10รอบเอง จิ๊บๆน่า..”

“อีกข้างไหม?”

“ไม่เอาครับ” เอ่ยพลางส่ายหน้าพรืดให้อีกฝ่ายต้อง